สำรวจ Noboribetsu Onsen ในเมือง Noboribetsu ฮอกไกโด ตั้งแต่ทิวทัศน์ Jigokudani จากพลังภูเขาไฟของ Mt. Hiyori, เสน่ห์แบบ “เดปาโตะออนเซ็น” ที่มีน้ำพุหลายชนิด, Oyunuma, บ่อแช่เท้าธรรมชาติ, วัฒนธรรมเมืองออนเซ็นที่มีอสูรและนรกเป็นสัญลักษณ์, ไปจนถึงการเดินทางจากสนามบิน New Chitose และ Sapporo โดยอ้างอิงข้อมูลทางการจาก Noboribetsu International Tourism and Convention Association
วันที่เผยแพร่: 14/01/2569
สำรวจ Noboribetsu Onsen ในเมือง Noboribetsu ฮอกไกโด ตั้งแต่ทิวทัศน์ Jigokudani จากพลังภูเขาไฟของ Mt. Hiyori, เสน่ห์แบบ “เดปาโตะออนเซ็น” ที่มีน้ำพุหลายชนิด, Oyunuma, บ่อแช่เท้าธรรมชาติ, วัฒนธรรมเมืองออนเซ็นที่มีอสูรและนรกเป็นสัญลักษณ์, ไปจนถึงการเดินทางจากสนามบิน New Chitose และ Sapporo โดยอ้างอิงข้อมูลทางการจาก Noboribetsu International Tourism and Convention Association
วันที่เผยแพร่: 14/01/2569
Noboribetsu Onsen คือแหล่งออนเซ็นในเมือง Noboribetsu ฮอกไกโด ที่เป็นที่รู้จักจากทิวทัศน์อันดิบกร้าวของ Jigokudani ซึ่งเกิดจากกิจกรรมภูเขาไฟของ Mt. Hiyori และเอกลักษณ์แบบ “เดปาโตะออนเซ็น” ที่มีน้ำพุหลายชนิดผุดขึ้นในแหล่งเดียว ที่นี่เป็นออนเซ็นชื่อดังซึ่งมีกลิ่นไอน้ำและกำมะถันลอยมาแต่ไกลก่อนเข้าสู่ย่านออนเซ็น และมักถูกยกให้เป็นหนึ่งในแหล่งออนเซ็นตัวแทนของฮอกไกโด ข้อดีอีกอย่างคือเดินทางสะดวกจากสนามบิน New Chitose และฝั่ง Sapporo จึงใส่ไว้ในทริปฮอกไกโดได้ง่าย
จุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวควรรู้ไม่ใช่แค่ว่าเป็น “ออนเซ็นดังของฮอกไกโด” แต่คือภูมิประเทศแบบภูเขาไฟที่มาจาก Jigokudani และการเลือกสัมผัสน้ำพุที่มีลักษณะแตกต่างกันให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง Noboribetsu ไม่ใช่เมืองออนเซ็นที่เดินเล่นชิลล์รอบย่านอย่างเดียว แต่เป็นแหล่งที่สนุกกับการผสมผสานระหว่างการอาบน้ำแร่กับการชมภูมิประเทศอย่าง Jigokudani และ Oyunuma บทความนี้จะสรุปจุดเด่นของ Noboribetsu Onsen, ชนิดของน้ำแร่, วิธีเดินชม Jigokudani, Oyunuma และบ่อแช่เท้าธรรมชาติ, วัฒนธรรมเมืองออนเซ็นที่มีอสูรและนรกเป็นธีม, สถานที่รอบข้าง และการเดินทาง โดยอ้างอิงข้อมูลทางการจาก Noboribetsu International Tourism and Convention Association
สัญลักษณ์ของ Noboribetsu Onsen คือ Jigokudani ที่อยู่เหนือย่านออนเซ็นเพียงไม่ไกล นี่คือปล่องระเบิดที่เกิดจากกิจกรรมภูเขาไฟของ Mt. Hiyori มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 450 เมตร ทั่วหุบเขามีบ่อน้ำร้อนและปล่องไอน้ำกระจายอยู่ พร้อมพ่นไอน้ำ น้ำเดือด และก๊าซภูเขาไฟออกมาตลอดเวลา ผิวหินที่ขรุขระ ไอน้ำที่ลอยขึ้น และกลิ่นกำมะถันที่ปกคลุมพื้นที่ ทำให้บรรยากาศชวนให้นึกถึง “นรก” อย่างแท้จริง และนี่เองคือแหล่งต้นน้ำร้อนของ Noboribetsu Onsen
มีทางเดินชมที่จัดไว้ให้เดินลงไปมองทิวทัศน์จากมุมใกล้ได้ พลังของไอน้ำและบ่อน้ำร้อนแรงกว่าที่เห็นในรูปถ่ายมาก ดังนั้นนอกจากการพักในย่านออนเซ็นแล้ว ควรเผื่อเวลาเดินชมภูมิประเทศด้วยจึงจะเข้าใจความเป็น Noboribetsu ได้ชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม สภาพทางเดินและเส้นทางชมอาจเปลี่ยนตามสภาพอากาศและกิจกรรมภูเขาไฟ จึงควรตรวจสอบข้อจำกัดและข้อมูลความปลอดภัยจากป้ายประกาศในพื้นที่ก่อนเข้าไป
เอกลักษณ์ใหญ่ที่สุดของ Noboribetsu Onsen คือการมีน้ำแร่หลายชนิดผุดขึ้นในพื้นที่ออนเซ็นเดียวกัน ทั้ง sulfur spring, salt spring, acid iron spring และ sodium sulfate spring ทำให้ที่นี่ถูกเรียกว่า “เดปาโตะออนเซ็น” บางแหล่งข้อมูลระบุว่ามีถึง 9 ชนิด แต่บทความนี้จะไม่ยืนยันตัวเลขเฉพาะ เพียงเน้นว่าการมีน้ำแร่หลายแบบรวมอยู่ในที่เดียวคือความพิเศษของ Noboribetsu
เพราะแต่ละโรงแรมและแต่ละสถานที่ดึงน้ำจากต้นน้ำคนละแห่ง รสสัมผัสของน้ำจึงต่างกันมาก บางแห่งมีกลิ่นกำมะถันชัด บางแห่งรู้สึกเค็ม หรือบางแห่งมีสีจากธาตุเหล็ก การเลือกที่พักจึงไม่ควรดูแค่ราคาและทำเล แต่ควรดูด้วยว่าน้ำแร่หลักคือชนิดไหน
| ชนิดน้ำแร่ | แนวโน้มที่รู้สึกได้ | หมายเหตุสั้นๆ |
|---|---|---|
| sulfur spring | กลิ่นกำมะถันแรง และอาจขุ่นขาว | ให้ความรู้สึกแบบ Noboribetsu ชัดที่สุด |
| salt spring | รู้สึกเค็ม และมักบอกว่าอุ่นนานหลังแช่ | มักแนะนำว่าให้ร่างกายอบอุ่นดี |
| acid iron spring | อาจมีสีจากธาตุเหล็ก | บางครั้งรู้สึกเปรี้ยวหรือมีรสโลหะ |
| sodium sulfate spring | ค่อนข้างอ่อนโยนและไม่เด่นมาก | มักใสและไม่มีสี |
เรื่องสี กลิ่น และองค์ประกอบทางวิทยาศาสตร์ของน้ำแร่แต่ละชนิดจะอธิบายแยกต่างหาก หากอยากเห็นภาพรวมของน้ำแร่หลายชนิด ให้ดูที่ คู่มือชนิดของน้ำพุร้อน ส่วนแหล่งน้ำกลุ่มกำมะถันที่พบได้บ่อยใน Noboribetsu ดูได้ที่ sulfur spring คืออะไร และ ออนเซ็นที่มีกลิ่นกำมะถัน กลไกที่ทำให้ธาตุเหล็กเกิดสีอธิบายไว้ใน เหตุผลที่ iron spring กลายเป็นสีน้ำตาลแดง ทั้งนี้แม้จะเป็นน้ำแร่ชนิดเดียวกัน แต่ต้นน้ำและสถานที่ให้บริการอาจทำให้สัมผัสต่างกัน จึงควรตรวจสอบชื่อชนิดน้ำแร่จากเอกสารวิเคราะห์น้ำแร่ที่ติดไว้ในสถานที่ให้บริการ
อีกจุดที่ควรแวะคู่กับ Jigokudani คือ Oyunuma ซึ่งอยู่ห่างจากย่านออนเซ็นออกไปเล็กน้อย ที่นี่ก็เป็นปล่องระเบิดที่น้ำขังจากการปะทุของ Mt. Hiyori ผิวน้ำสีเทาเข้มมีแร่กำมะถันลอยอยู่ และใต้ผิวน้ำมี sulfur spring อุณหภูมิสูงผุดขึ้นมาเอง Oyunuma เองจึงเป็นหนึ่งในต้นน้ำ และให้ความรู้สึกดิบกร้าวคนละแบบกับ Jigokudani
น้ำที่ไหลออกจาก Oyunuma จะกลายเป็น Oyunuma River ไหลลงไปตามหุบเขา และระหว่างทางมีบ่อแช่เท้าธรรมชาติให้ใช้บริการ เป็นจุดที่เอาเท้าลงแช่ในน้ำอุ่นที่ไหลผ่านป่าได้ จึงสัมผัสความอบอุ่นของต้นน้ำได้ในรูปแบบที่ต่างจากการอาบน้ำแร่ Jigokudani, Oyunuma และบ่อแช่เท้าธรรมชาติถูกเชื่อมถึงกันด้วยทางเดิน ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภูมิประเทศกับออนเซ็นได้เป็นเส้นเดียวกัน ใกล้ Oyunuma ยังมีจุดที่เรียกว่า Taisho Jigoku ซึ่งเป็นบ่อน้ำร้อนที่การพ่นขึ้นมาเปลี่ยนเป็นจังหวะตามช่วงเวลา การใช้งานบ่อแช่เท้าและสภาพทางเดินอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและสภาพอากาศ จึงควรเช็กข้อมูลจากพื้นที่ก่อนออกเดินทาง
| จุดน่าสนใจ | ลักษณะเด่น | เวลาที่ควรเผื่อ |
|---|---|---|
| Jigokudani | ปล่องระเบิดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 450m มีปล่องไอน้ำ บ่อน้ำร้อน และทางเดิน | เดินชมราว 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง |
| Oyunuma | แหล่งน้ำแร่กำมะถันสีเทาเข้ม อุณหภูมิสูง มีจุดชมวิวและทางเดิน | เดินชมราว 30 นาที |
| Oyunuma River Natural Footbath | แช่เท้าในน้ำร้อนที่ไหลผ่านแนวป่า | แวะประมาณ 20-30 นาที |
| Taisho Jigoku | บ่อน้ำร้อนที่พ่นขึ้นเป็นจังหวะ | แวะเพียงไม่กี่นาที |
เวลาที่ระบุเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น และอาจเปลี่ยนไปตามสภาพทางเดิน ความหนาแน่นของคน และอากาศ เพราะจุดท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องเดินเท้า จึงควรวางแผนแยกเวลาอาบน้ำกับเวลาเดินชมให้ชัดเจนจะเที่ยวได้สบายกว่า
อีกเสน่ห์ของ Noboribetsu Onsen คือวัฒนธรรมเมืองที่ใช้ “อสูร” และ “นรก” เป็นธีม ซึ่งเกิดจากภาพจำของ Jigokudani ในย่านออนเซ็นมีรูปปั้นอสูรแดงและอสูรน้ำเงินกระจายอยู่ และถูกมองว่าเป็นเทพผู้คุ้มครองน้ำแร่ ใกล้ทางเข้าเขตออนเซ็นมี Emma-dō ซึ่งมักมีการแสดงที่เรียกว่า “การพิพากษาแห่งนรก” โดยใบหน้าของ Enma Daio เปลี่ยนไปตามเวลาที่กำหนด อีกทั้งในฤดูร้อนยังมีเทศกาล “Jigoku Matsuri” ที่ให้อสูรเป็นตัวเอก ทำให้ภูมิทัศน์ของออนเซ็นกลายเป็นเรื่องเล่าของเมืองไปด้วย
วัฒนธรรมแบบนี้สะท้อนประวัติศาสตร์ที่ผู้คนมองภูมิประเทศภูเขาไฟของ Jigokudani ทั้งในฐานะสิ่งน่าเกรงขามและเป็นพรของธรรมชาติ ถ้าไม่ได้ดูแค่อาบน้ำหรือชมวิว แต่ลองเดินตามรอยรูปปั้นอสูรไปทั่วเมืองออนเซ็น จะยิ่งเห็นโลกทัศน์ของ Noboribetsu ชัดขึ้น วันจัดงานเทศกาลและเวลาของการแสดงที่ Emma-dō อาจเปลี่ยนตามปีและฤดูกาล จึงควรตรวจสอบข้อมูลทางการก่อนเดินทาง
รอบๆ Noboribetsu ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวอยู่หลายแห่ง เช่น Noboribetsu Date Jidai Village ที่จำลองเมืองสมัยเอโดะและวัฒนธรรมนินจา-ซามูไร และ Noboribetsu Bear Park ที่สามารถชมหมีกริซลีจากระยะใกล้ได้ ซึ่งทำให้ผสมวันออนเซ็นกับการเที่ยวได้ง่าย สามารถเดินทางไป Bear Park ด้วยกระเช้าลอยฟ้า และยังได้ชมวิวจากบนเขาอีกด้วย
สถานที่เหล่านี้เหมาะกับการเที่ยวพร้อมเด็กและช่วยเพิ่มสีสันให้การพักในแหล่งออนเซ็น คุณสามารถวางโปรแกรมโดยยึดการอาบน้ำแร่และเดิน Jigokudani เป็นหลัก แล้วค่อยเพิ่มสถานที่รอบข้างตามเวลาและเพื่อนร่วมทริป แต่ละแห่งมีเวลาเปิดและค่าบริการที่อาจเปลี่ยนได้ จึงควรเช็กข้อมูลทางการก่อนนำไปใส่ในแผนเที่ยว
จุดแข็งสำคัญของ Noboribetsu Onsen คือเดินทางสะดวกจากสนามบิน New Chitose และฝั่ง Sapporo ทางรถไฟ สถานี JR Muroran Main Line “Noboribetsu Station” เป็นประตูหลัก และจากสถานีไปย่านออนเซ็นโดยรถบัสใช้เวลาประมาณ 15 นาที จากสนามบิน New Chitose และ Sapporo มีทั้งรถด่วนและรถบัสไปยังฝั่ง Noboribetsu ทำให้เหมาะมากที่จะใส่ไว้ในวันแรกหรือวันสุดท้ายของทริปฮอกไกโด
แม้จะมาแบบไปเช้าเย็นกลับก็พอเดิน Jigokudani และแช่น้ำแร่ได้ แต่ถ้าอยากเดิน Oyunuma, บ่อแช่เท้าธรรมชาติ และชมบรรยากาศยามเย็นของย่านออนเซ็นหรือยามเช้าที่ Jigokudani แบบไม่เร่งรีบ การพักค้างคืนจะสบายกว่า ถ้ามีรถเช่าจะไปฝั่ง Oyunuma และสถานที่รอบข้างได้สะดวกขึ้น แต่ถ้าใช้ขนส่งสาธารณะก็ไปถึงย่านออนเซ็นได้ไม่ยาก ฤดูหนาวหิมะและไอน้ำร้อนที่ตัดกันสวยมาก แต่ต้องเตรียมเรื่องความอบอุ่นและการเดินบนทางที่ลื่นด้วย เวลาเดินทางและตารางรถอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและการให้บริการ จึงควรตรวจสอบเวลาล่าสุดก่อนออกเดินทาง
ถ้ากำลังหาที่พักหรือออนเซ็นแบบไปเช้าเย็นกลับใน Noboribetsu เรามี รายชื่อสถานที่ และ หน้าค้นหา ให้กรองตามพื้นที่และงบประมาณ หากอยากเทียบตำแหน่งของ Noboribetsu กับออนเซ็นชื่อดังอื่นๆ ดู 10 ออนเซ็นชื่อดังของญี่ปุ่น ได้ และถ้าอยากเลือกบ่อน้ำที่คำนึงถึงความสดของต้นน้ำ รวมถึงการเจือจางหรือการให้ความร้อน แนะนำให้อ่าน gensen kakenagashi คืออะไร เพิ่มเติม
ใน Noboribetsu มีบางพื้นที่ที่มีส่วนผสมของกำมะถันค่อนข้างแรง จนบางคนอาจรู้สึกว่ากลิ่นหรือการระคายเคืองชัด หากผิวแพ้ง่ายหรือร่างกายไม่ค่อยพร้อม ควรหลีกเลี่ยงการแช่นานและค่อยๆ สังเกตอาการของตัวเอง น้ำแร่ที่มีกำมะถันอาจทำให้เครื่องประดับเงินเปลี่ยนสีได้ จึงควรถอดออกก่อนลงแช่
ทางเดินชม Jigokudani และ Oyunuma อาจลื่นขึ้นตามสภาพอากาศ แม้จะมาเน้นอาบน้ำในย่านออนเซ็นอย่างเดียว ก็ควรเตรียมรองเท้าที่เดินง่ายและเสื้อผ้าที่คล่องตัวไว้ เพราะจุดเที่ยวหลายแห่งต้องเดินเท้า นอกจากนี้บางจุดอาจมีก๊าซภูเขาไฟสะสม จึงต้องปฏิบัติตามเขตห้ามเข้าและป้ายเตือนอย่างเคร่งครัด ฤดูหนาวหิมะและน้ำแข็งบนพื้นทำให้เดินลำบากขึ้น ควรเตรียมเสื้อกันหนาวและรองเท้าที่กันลื่นด้วยจะปลอดภัยกว่า
มีน้ำแร่หลายชนิด เช่น sulfur spring, salt spring, acid iron spring และ sodium sulfate spring ผุดขึ้นในแหล่งเดียว จึงถูกเรียกว่า “เดปาโตะออนเซ็น” บางแหล่งบอกว่ามีถึง 9 ชนิด แต่จำนวนจริงอาจต่างกันตามเอกสาร เราจึงไม่สรุปตัวเลขตายตัวในบทความนี้ เพราะแต่ละโรงแรมและสถานที่อาจดึงต้นน้ำต่างกัน ควรตรวจชื่อชนิดน้ำแร่จากเอกสารวิเคราะห์น้ำแร่หรือป้ายประกาศก่อนใช้บริการ
ไม่ได้ Jigokudani เป็นพื้นที่สำหรับชมภูมิประเทศภูเขาไฟและต้นน้ำ ไม่ใช่จุดอาบน้ำ ให้มองจากทางเดินเพื่อชมปล่องไอน้ำและบ่อน้ำร้อน ส่วนการแช่น้ำต้องไปที่โรงแรมหรือสถานที่อาบน้ำในย่านออนเซ็น สำหรับ Oyunuma River มีบ่อแช่เท้าธรรมชาติที่แวะได้ แต่การใช้งานอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและสภาพพื้นที่ จึงต้องเช็กป้ายและคำแนะนำในพื้นที่
ได้ เพียงเดินชม Jigokudani และแช่น้ำแร่ที่โรงแรมหรือสถานที่แบบวันเดียวก็สัมผัสความเป็น Noboribetsu ได้มากพอ แต่ถ้าอยากไปถึง Oyunuma และบ่อแช่เท้าธรรมชาติ รวมถึงชม Jigokudani ในช่วงเช้าและเย็น การพักค้างคืนจะเหมาะกว่า เพราะใกล้สนามบิน New Chitose และ Sapporo จึงใส่ในวันแรกหรือวันสุดท้ายของทริปได้ง่าย
ทางรถไฟให้ไปที่ Noboribetsu Station บน JR Muroran Main Line แล้วต่อรถบัสไปย่านออนเซ็นประมาณ 15 นาที จากสนามบิน New Chitose และ Sapporo ก็มีรถด่วนและรถบัสไปฝั่ง Noboribetsu ได้ เวลาเดินทางและตารางรถเปลี่ยนได้ตามฤดูกาลและสภาพการให้บริการ จึงควรตรวจสอบตารางล่าสุดก่อนออกเดินทาง
ได้ เพราะแต่ละสถานที่มีชนิดน้ำแร่หลักต่างกัน บางแห่งกลิ่นกำมะถันแรง แต่บางแห่งเป็น salt spring หรือ sodium sulfate spring ที่นุ่มนวลกว่า หากไม่ชอบกลิ่นแรงควรเลือกสถานที่ที่ไม่ใช่ sulfur spring เป็นหลัก และตรวจสอบชื่อชนิดน้ำแร่จากป้ายประกาศ ถ้ารู้สึกระคายเคืองให้ลดเวลาแช่ น้ำพุร้อนที่มีกลิ่นกำมะถันอธิบายเพิ่มเติมไว้ใน ออนเซ็นที่มีกลิ่นกำมะถัน
Noboribetsu Onsen คือออนเซ็นชื่อดังในเมือง Noboribetsu ฮอกไกโด ที่มี Jigokudani เส้นผ่านศูนย์กลางราว 450m เป็นแหล่งต้นน้ำ และเป็นที่รู้จักในฐานะ “เดปาโตะออนเซ็น” เพราะมีน้ำแร่หลายชนิด เช่น sulfur spring, salt spring, acid iron spring และ sodium sulfate spring ผุดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน ที่นี่มีทั้งทางเดินชม Jigokudani, Oyunuma สีเทาเข้ม, บ่อแช่เท้าธรรมชาติในแนวป่า และวัฒนธรรมเมืองออนเซ็นที่ใช้ธีมอสูรกับนรกผูกเข้ากับภูมิประเทศภูเขาไฟ นอกจากนี้ยังเดินทางสะดวกจากสนามบิน New Chitose และ Sapporo จึงเหมาะจะใส่ในแผนเที่ยวฮอกไกโด
ถ้ามาเป็นครั้งแรก แนะนำให้เริ่มจากการเดิน Jigokudani เพื่อสัมผัสความเป็น Noboribetsu ก่อน แล้วค่อยเลือกแช่น้ำตามชนิดน้ำแร่ที่โรงแรมหรือสถานที่ให้บริการ ไม่ควรดูแค่การอาบน้ำอย่างเดียว แต่ควรเดินชมทิวทัศน์ของ Jigokudani, Oyunuma และรูปปั้นอสูรในย่านออนเซ็นไปพร้อมกัน จะทำให้เห็นเสน่ห์ของ Noboribetsu แบบครบมิติ ถ้าจะเลือกออนเซ็นสักแห่งในฮอกไกโด ที่นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ดูภาพรวมของน้ำแร่แต่ละชนิดได้ที่ คู่มือชนิดของน้ำพุร้อน
Noboribetsu Onsen คือแหล่งออนเซ็นในเมือง Noboribetsu ฮอกไกโด ที่เป็นที่รู้จักจากทิวทัศน์อันดิบกร้าวของ Jigokudani ซึ่งเกิดจากกิจกรรมภูเขาไฟของ Mt. Hiyori และเอกลักษณ์แบบ “เดปาโตะออนเซ็น” ที่มีน้ำพุหลายชนิดผุดขึ้นในแหล่งเดียว ที่นี่เป็นออนเซ็นชื่อดังซึ่งมีกลิ่นไอน้ำและกำมะถันลอยมาแต่ไกลก่อนเข้าสู่ย่านออนเซ็น และมักถูกยกให้เป็นหนึ่งในแหล่งออนเซ็นตัวแทนของฮอกไกโด ข้อดีอีกอย่างคือเดินทางสะดวกจากสนามบิน New Chitose และฝั่ง Sapporo จึงใส่ไว้ในทริปฮอกไกโดได้ง่าย
จุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวควรรู้ไม่ใช่แค่ว่าเป็น “ออนเซ็นดังของฮอกไกโด” แต่คือภูมิประเทศแบบภูเขาไฟที่มาจาก Jigokudani และการเลือกสัมผัสน้ำพุที่มีลักษณะแตกต่างกันให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง Noboribetsu ไม่ใช่เมืองออนเซ็นที่เดินเล่นชิลล์รอบย่านอย่างเดียว แต่เป็นแหล่งที่สนุกกับการผสมผสานระหว่างการอาบน้ำแร่กับการชมภูมิประเทศอย่าง Jigokudani และ Oyunuma บทความนี้จะสรุปจุดเด่นของ Noboribetsu Onsen, ชนิดของน้ำแร่, วิธีเดินชม Jigokudani, Oyunuma และบ่อแช่เท้าธรรมชาติ, วัฒนธรรมเมืองออนเซ็นที่มีอสูรและนรกเป็นธีม, สถานที่รอบข้าง และการเดินทาง โดยอ้างอิงข้อมูลทางการจาก Noboribetsu International Tourism and Convention Association
สัญลักษณ์ของ Noboribetsu Onsen คือ Jigokudani ที่อยู่เหนือย่านออนเซ็นเพียงไม่ไกล นี่คือปล่องระเบิดที่เกิดจากกิจกรรมภูเขาไฟของ Mt. Hiyori มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 450 เมตร ทั่วหุบเขามีบ่อน้ำร้อนและปล่องไอน้ำกระจายอยู่ พร้อมพ่นไอน้ำ น้ำเดือด และก๊าซภูเขาไฟออกมาตลอดเวลา ผิวหินที่ขรุขระ ไอน้ำที่ลอยขึ้น และกลิ่นกำมะถันที่ปกคลุมพื้นที่ ทำให้บรรยากาศชวนให้นึกถึง “นรก” อย่างแท้จริง และนี่เองคือแหล่งต้นน้ำร้อนของ Noboribetsu Onsen
มีทางเดินชมที่จัดไว้ให้เดินลงไปมองทิวทัศน์จากมุมใกล้ได้ พลังของไอน้ำและบ่อน้ำร้อนแรงกว่าที่เห็นในรูปถ่ายมาก ดังนั้นนอกจากการพักในย่านออนเซ็นแล้ว ควรเผื่อเวลาเดินชมภูมิประเทศด้วยจึงจะเข้าใจความเป็น Noboribetsu ได้ชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม สภาพทางเดินและเส้นทางชมอาจเปลี่ยนตามสภาพอากาศและกิจกรรมภูเขาไฟ จึงควรตรวจสอบข้อจำกัดและข้อมูลความปลอดภัยจากป้ายประกาศในพื้นที่ก่อนเข้าไป
เอกลักษณ์ใหญ่ที่สุดของ Noboribetsu Onsen คือการมีน้ำแร่หลายชนิดผุดขึ้นในพื้นที่ออนเซ็นเดียวกัน ทั้ง sulfur spring, salt spring, acid iron spring และ sodium sulfate spring ทำให้ที่นี่ถูกเรียกว่า “เดปาโตะออนเซ็น” บางแหล่งข้อมูลระบุว่ามีถึง 9 ชนิด แต่บทความนี้จะไม่ยืนยันตัวเลขเฉพาะ เพียงเน้นว่าการมีน้ำแร่หลายแบบรวมอยู่ในที่เดียวคือความพิเศษของ Noboribetsu
เพราะแต่ละโรงแรมและแต่ละสถานที่ดึงน้ำจากต้นน้ำคนละแห่ง รสสัมผัสของน้ำจึงต่างกันมาก บางแห่งมีกลิ่นกำมะถันชัด บางแห่งรู้สึกเค็ม หรือบางแห่งมีสีจากธาตุเหล็ก การเลือกที่พักจึงไม่ควรดูแค่ราคาและทำเล แต่ควรดูด้วยว่าน้ำแร่หลักคือชนิดไหน
| ชนิดน้ำแร่ | แนวโน้มที่รู้สึกได้ | หมายเหตุสั้นๆ |
|---|---|---|
| sulfur spring | กลิ่นกำมะถันแรง และอาจขุ่นขาว | ให้ความรู้สึกแบบ Noboribetsu ชัดที่สุด |
| salt spring | รู้สึกเค็ม และมักบอกว่าอุ่นนานหลังแช่ | มักแนะนำว่าให้ร่างกายอบอุ่นดี |
| acid iron spring | อาจมีสีจากธาตุเหล็ก | บางครั้งรู้สึกเปรี้ยวหรือมีรสโลหะ |
| sodium sulfate spring | ค่อนข้างอ่อนโยนและไม่เด่นมาก | มักใสและไม่มีสี |
เรื่องสี กลิ่น และองค์ประกอบทางวิทยาศาสตร์ของน้ำแร่แต่ละชนิดจะอธิบายแยกต่างหาก หากอยากเห็นภาพรวมของน้ำแร่หลายชนิด ให้ดูที่ คู่มือชนิดของน้ำพุร้อน ส่วนแหล่งน้ำกลุ่มกำมะถันที่พบได้บ่อยใน Noboribetsu ดูได้ที่ sulfur spring คืออะไร และ ออนเซ็นที่มีกลิ่นกำมะถัน กลไกที่ทำให้ธาตุเหล็กเกิดสีอธิบายไว้ใน เหตุผลที่ iron spring กลายเป็นสีน้ำตาลแดง ทั้งนี้แม้จะเป็นน้ำแร่ชนิดเดียวกัน แต่ต้นน้ำและสถานที่ให้บริการอาจทำให้สัมผัสต่างกัน จึงควรตรวจสอบชื่อชนิดน้ำแร่จากเอกสารวิเคราะห์น้ำแร่ที่ติดไว้ในสถานที่ให้บริการ
อีกจุดที่ควรแวะคู่กับ Jigokudani คือ Oyunuma ซึ่งอยู่ห่างจากย่านออนเซ็นออกไปเล็กน้อย ที่นี่ก็เป็นปล่องระเบิดที่น้ำขังจากการปะทุของ Mt. Hiyori ผิวน้ำสีเทาเข้มมีแร่กำมะถันลอยอยู่ และใต้ผิวน้ำมี sulfur spring อุณหภูมิสูงผุดขึ้นมาเอง Oyunuma เองจึงเป็นหนึ่งในต้นน้ำ และให้ความรู้สึกดิบกร้าวคนละแบบกับ Jigokudani
น้ำที่ไหลออกจาก Oyunuma จะกลายเป็น Oyunuma River ไหลลงไปตามหุบเขา และระหว่างทางมีบ่อแช่เท้าธรรมชาติให้ใช้บริการ เป็นจุดที่เอาเท้าลงแช่ในน้ำอุ่นที่ไหลผ่านป่าได้ จึงสัมผัสความอบอุ่นของต้นน้ำได้ในรูปแบบที่ต่างจากการอาบน้ำแร่ Jigokudani, Oyunuma และบ่อแช่เท้าธรรมชาติถูกเชื่อมถึงกันด้วยทางเดิน ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภูมิประเทศกับออนเซ็นได้เป็นเส้นเดียวกัน ใกล้ Oyunuma ยังมีจุดที่เรียกว่า Taisho Jigoku ซึ่งเป็นบ่อน้ำร้อนที่การพ่นขึ้นมาเปลี่ยนเป็นจังหวะตามช่วงเวลา การใช้งานบ่อแช่เท้าและสภาพทางเดินอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและสภาพอากาศ จึงควรเช็กข้อมูลจากพื้นที่ก่อนออกเดินทาง
| จุดน่าสนใจ | ลักษณะเด่น | เวลาที่ควรเผื่อ |
|---|---|---|
| Jigokudani | ปล่องระเบิดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 450m มีปล่องไอน้ำ บ่อน้ำร้อน และทางเดิน | เดินชมราว 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง |
| Oyunuma | แหล่งน้ำแร่กำมะถันสีเทาเข้ม อุณหภูมิสูง มีจุดชมวิวและทางเดิน | เดินชมราว 30 นาที |
| Oyunuma River Natural Footbath | แช่เท้าในน้ำร้อนที่ไหลผ่านแนวป่า | แวะประมาณ 20-30 นาที |
| Taisho Jigoku | บ่อน้ำร้อนที่พ่นขึ้นเป็นจังหวะ | แวะเพียงไม่กี่นาที |
เวลาที่ระบุเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น และอาจเปลี่ยนไปตามสภาพทางเดิน ความหนาแน่นของคน และอากาศ เพราะจุดท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องเดินเท้า จึงควรวางแผนแยกเวลาอาบน้ำกับเวลาเดินชมให้ชัดเจนจะเที่ยวได้สบายกว่า
อีกเสน่ห์ของ Noboribetsu Onsen คือวัฒนธรรมเมืองที่ใช้ “อสูร” และ “นรก” เป็นธีม ซึ่งเกิดจากภาพจำของ Jigokudani ในย่านออนเซ็นมีรูปปั้นอสูรแดงและอสูรน้ำเงินกระจายอยู่ และถูกมองว่าเป็นเทพผู้คุ้มครองน้ำแร่ ใกล้ทางเข้าเขตออนเซ็นมี Emma-dō ซึ่งมักมีการแสดงที่เรียกว่า “การพิพากษาแห่งนรก” โดยใบหน้าของ Enma Daio เปลี่ยนไปตามเวลาที่กำหนด อีกทั้งในฤดูร้อนยังมีเทศกาล “Jigoku Matsuri” ที่ให้อสูรเป็นตัวเอก ทำให้ภูมิทัศน์ของออนเซ็นกลายเป็นเรื่องเล่าของเมืองไปด้วย
วัฒนธรรมแบบนี้สะท้อนประวัติศาสตร์ที่ผู้คนมองภูมิประเทศภูเขาไฟของ Jigokudani ทั้งในฐานะสิ่งน่าเกรงขามและเป็นพรของธรรมชาติ ถ้าไม่ได้ดูแค่อาบน้ำหรือชมวิว แต่ลองเดินตามรอยรูปปั้นอสูรไปทั่วเมืองออนเซ็น จะยิ่งเห็นโลกทัศน์ของ Noboribetsu ชัดขึ้น วันจัดงานเทศกาลและเวลาของการแสดงที่ Emma-dō อาจเปลี่ยนตามปีและฤดูกาล จึงควรตรวจสอบข้อมูลทางการก่อนเดินทาง
รอบๆ Noboribetsu ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวอยู่หลายแห่ง เช่น Noboribetsu Date Jidai Village ที่จำลองเมืองสมัยเอโดะและวัฒนธรรมนินจา-ซามูไร และ Noboribetsu Bear Park ที่สามารถชมหมีกริซลีจากระยะใกล้ได้ ซึ่งทำให้ผสมวันออนเซ็นกับการเที่ยวได้ง่าย สามารถเดินทางไป Bear Park ด้วยกระเช้าลอยฟ้า และยังได้ชมวิวจากบนเขาอีกด้วย
สถานที่เหล่านี้เหมาะกับการเที่ยวพร้อมเด็กและช่วยเพิ่มสีสันให้การพักในแหล่งออนเซ็น คุณสามารถวางโปรแกรมโดยยึดการอาบน้ำแร่และเดิน Jigokudani เป็นหลัก แล้วค่อยเพิ่มสถานที่รอบข้างตามเวลาและเพื่อนร่วมทริป แต่ละแห่งมีเวลาเปิดและค่าบริการที่อาจเปลี่ยนได้ จึงควรเช็กข้อมูลทางการก่อนนำไปใส่ในแผนเที่ยว
จุดแข็งสำคัญของ Noboribetsu Onsen คือเดินทางสะดวกจากสนามบิน New Chitose และฝั่ง Sapporo ทางรถไฟ สถานี JR Muroran Main Line “Noboribetsu Station” เป็นประตูหลัก และจากสถานีไปย่านออนเซ็นโดยรถบัสใช้เวลาประมาณ 15 นาที จากสนามบิน New Chitose และ Sapporo มีทั้งรถด่วนและรถบัสไปยังฝั่ง Noboribetsu ทำให้เหมาะมากที่จะใส่ไว้ในวันแรกหรือวันสุดท้ายของทริปฮอกไกโด
แม้จะมาแบบไปเช้าเย็นกลับก็พอเดิน Jigokudani และแช่น้ำแร่ได้ แต่ถ้าอยากเดิน Oyunuma, บ่อแช่เท้าธรรมชาติ และชมบรรยากาศยามเย็นของย่านออนเซ็นหรือยามเช้าที่ Jigokudani แบบไม่เร่งรีบ การพักค้างคืนจะสบายกว่า ถ้ามีรถเช่าจะไปฝั่ง Oyunuma และสถานที่รอบข้างได้สะดวกขึ้น แต่ถ้าใช้ขนส่งสาธารณะก็ไปถึงย่านออนเซ็นได้ไม่ยาก ฤดูหนาวหิมะและไอน้ำร้อนที่ตัดกันสวยมาก แต่ต้องเตรียมเรื่องความอบอุ่นและการเดินบนทางที่ลื่นด้วย เวลาเดินทางและตารางรถอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและการให้บริการ จึงควรตรวจสอบเวลาล่าสุดก่อนออกเดินทาง
ถ้ากำลังหาที่พักหรือออนเซ็นแบบไปเช้าเย็นกลับใน Noboribetsu เรามี รายชื่อสถานที่ และ หน้าค้นหา ให้กรองตามพื้นที่และงบประมาณ หากอยากเทียบตำแหน่งของ Noboribetsu กับออนเซ็นชื่อดังอื่นๆ ดู 10 ออนเซ็นชื่อดังของญี่ปุ่น ได้ และถ้าอยากเลือกบ่อน้ำที่คำนึงถึงความสดของต้นน้ำ รวมถึงการเจือจางหรือการให้ความร้อน แนะนำให้อ่าน gensen kakenagashi คืออะไร เพิ่มเติม
ใน Noboribetsu มีบางพื้นที่ที่มีส่วนผสมของกำมะถันค่อนข้างแรง จนบางคนอาจรู้สึกว่ากลิ่นหรือการระคายเคืองชัด หากผิวแพ้ง่ายหรือร่างกายไม่ค่อยพร้อม ควรหลีกเลี่ยงการแช่นานและค่อยๆ สังเกตอาการของตัวเอง น้ำแร่ที่มีกำมะถันอาจทำให้เครื่องประดับเงินเปลี่ยนสีได้ จึงควรถอดออกก่อนลงแช่
ทางเดินชม Jigokudani และ Oyunuma อาจลื่นขึ้นตามสภาพอากาศ แม้จะมาเน้นอาบน้ำในย่านออนเซ็นอย่างเดียว ก็ควรเตรียมรองเท้าที่เดินง่ายและเสื้อผ้าที่คล่องตัวไว้ เพราะจุดเที่ยวหลายแห่งต้องเดินเท้า นอกจากนี้บางจุดอาจมีก๊าซภูเขาไฟสะสม จึงต้องปฏิบัติตามเขตห้ามเข้าและป้ายเตือนอย่างเคร่งครัด ฤดูหนาวหิมะและน้ำแข็งบนพื้นทำให้เดินลำบากขึ้น ควรเตรียมเสื้อกันหนาวและรองเท้าที่กันลื่นด้วยจะปลอดภัยกว่า
มีน้ำแร่หลายชนิด เช่น sulfur spring, salt spring, acid iron spring และ sodium sulfate spring ผุดขึ้นในแหล่งเดียว จึงถูกเรียกว่า “เดปาโตะออนเซ็น” บางแหล่งบอกว่ามีถึง 9 ชนิด แต่จำนวนจริงอาจต่างกันตามเอกสาร เราจึงไม่สรุปตัวเลขตายตัวในบทความนี้ เพราะแต่ละโรงแรมและสถานที่อาจดึงต้นน้ำต่างกัน ควรตรวจชื่อชนิดน้ำแร่จากเอกสารวิเคราะห์น้ำแร่หรือป้ายประกาศก่อนใช้บริการ
ไม่ได้ Jigokudani เป็นพื้นที่สำหรับชมภูมิประเทศภูเขาไฟและต้นน้ำ ไม่ใช่จุดอาบน้ำ ให้มองจากทางเดินเพื่อชมปล่องไอน้ำและบ่อน้ำร้อน ส่วนการแช่น้ำต้องไปที่โรงแรมหรือสถานที่อาบน้ำในย่านออนเซ็น สำหรับ Oyunuma River มีบ่อแช่เท้าธรรมชาติที่แวะได้ แต่การใช้งานอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและสภาพพื้นที่ จึงต้องเช็กป้ายและคำแนะนำในพื้นที่
ได้ เพียงเดินชม Jigokudani และแช่น้ำแร่ที่โรงแรมหรือสถานที่แบบวันเดียวก็สัมผัสความเป็น Noboribetsu ได้มากพอ แต่ถ้าอยากไปถึง Oyunuma และบ่อแช่เท้าธรรมชาติ รวมถึงชม Jigokudani ในช่วงเช้าและเย็น การพักค้างคืนจะเหมาะกว่า เพราะใกล้สนามบิน New Chitose และ Sapporo จึงใส่ในวันแรกหรือวันสุดท้ายของทริปได้ง่าย
ทางรถไฟให้ไปที่ Noboribetsu Station บน JR Muroran Main Line แล้วต่อรถบัสไปย่านออนเซ็นประมาณ 15 นาที จากสนามบิน New Chitose และ Sapporo ก็มีรถด่วนและรถบัสไปฝั่ง Noboribetsu ได้ เวลาเดินทางและตารางรถเปลี่ยนได้ตามฤดูกาลและสภาพการให้บริการ จึงควรตรวจสอบตารางล่าสุดก่อนออกเดินทาง
ได้ เพราะแต่ละสถานที่มีชนิดน้ำแร่หลักต่างกัน บางแห่งกลิ่นกำมะถันแรง แต่บางแห่งเป็น salt spring หรือ sodium sulfate spring ที่นุ่มนวลกว่า หากไม่ชอบกลิ่นแรงควรเลือกสถานที่ที่ไม่ใช่ sulfur spring เป็นหลัก และตรวจสอบชื่อชนิดน้ำแร่จากป้ายประกาศ ถ้ารู้สึกระคายเคืองให้ลดเวลาแช่ น้ำพุร้อนที่มีกลิ่นกำมะถันอธิบายเพิ่มเติมไว้ใน ออนเซ็นที่มีกลิ่นกำมะถัน
Noboribetsu Onsen คือออนเซ็นชื่อดังในเมือง Noboribetsu ฮอกไกโด ที่มี Jigokudani เส้นผ่านศูนย์กลางราว 450m เป็นแหล่งต้นน้ำ และเป็นที่รู้จักในฐานะ “เดปาโตะออนเซ็น” เพราะมีน้ำแร่หลายชนิด เช่น sulfur spring, salt spring, acid iron spring และ sodium sulfate spring ผุดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน ที่นี่มีทั้งทางเดินชม Jigokudani, Oyunuma สีเทาเข้ม, บ่อแช่เท้าธรรมชาติในแนวป่า และวัฒนธรรมเมืองออนเซ็นที่ใช้ธีมอสูรกับนรกผูกเข้ากับภูมิประเทศภูเขาไฟ นอกจากนี้ยังเดินทางสะดวกจากสนามบิน New Chitose และ Sapporo จึงเหมาะจะใส่ในแผนเที่ยวฮอกไกโด
ถ้ามาเป็นครั้งแรก แนะนำให้เริ่มจากการเดิน Jigokudani เพื่อสัมผัสความเป็น Noboribetsu ก่อน แล้วค่อยเลือกแช่น้ำตามชนิดน้ำแร่ที่โรงแรมหรือสถานที่ให้บริการ ไม่ควรดูแค่การอาบน้ำอย่างเดียว แต่ควรเดินชมทิวทัศน์ของ Jigokudani, Oyunuma และรูปปั้นอสูรในย่านออนเซ็นไปพร้อมกัน จะทำให้เห็นเสน่ห์ของ Noboribetsu แบบครบมิติ ถ้าจะเลือกออนเซ็นสักแห่งในฮอกไกโด ที่นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ดูภาพรวมของน้ำแร่แต่ละชนิดได้ที่ คู่มือชนิดของน้ำพุร้อน