สำรวจ Atami Onsen ริมอ่าว Sagami ในจังหวัด Shizuoka ใกล้โตเกียวเพียงประมาณ 40-50 นาทีโดยชินคันเซ็น. ดูน้ำพุคลอไรด์, Kinomiya Shrine, MOA Museum of Art, เทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล, กินเที่ยวถนนช็อปปิ้ง และแผน 1 คืน 2 วัน จากข้อมูลทางการของเมือง Atami และสมาคมท่องเที่ยว Atami
วันที่เผยแพร่: 14/01/2569
สำรวจ Atami Onsen ริมอ่าว Sagami ในจังหวัด Shizuoka ใกล้โตเกียวเพียงประมาณ 40-50 นาทีโดยชินคันเซ็น. ดูน้ำพุคลอไรด์, Kinomiya Shrine, MOA Museum of Art, เทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล, กินเที่ยวถนนช็อปปิ้ง และแผน 1 คืน 2 วัน จากข้อมูลทางการของเมือง Atami และสมาคมท่องเที่ยว Atami
วันที่เผยแพร่: 14/01/2569
Atami Onsen เป็นเมืองออนเซ็นริมทะเลทางตะวันออกของจังหวัด Shizuoka ที่แผ่ขยายอยู่ตามแนวอ่าว Sagami และมีจุดแข็งที่สุดคือความใกล้กับ Tokyo Station เพียงประมาณ 40-50 นาทีด้วย Tokaido Shinkansen ที่พักวิวทะเล น้ำแร่คลอไรด์ ของกินแบบเดินชิมตามย่านช็อปปิ้ง และเทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล ล้วนอยู่ในระยะเดินถึงได้ จึงเป็นเมืองออนเซ็นที่มักถูกเลือกเป็นตัวเลือกแรกสำหรับทริปสุดสัปดาห์หรือ 1 คืน 2 วัน
จุดสำคัญในการทำความเข้าใจ Atami คือ ที่นี่ไม่ใช่แหล่งอาบน้ำเงียบสงบบนภูเขา แต่เป็นรีสอร์ตออนเซ็นที่มีทั้งวิวทะเลและความสะดวกแบบเมืองอยู่ร่วมกัน จากหน้า สถานีไปยังย่านออนเซ็นและทะเลได้ไม่ไกล จึงเดินทางได้คล่องแม้ไม่มีรถ บทความนี้จะสรุปประวัติและคุณภาพน้ำแร่ของ Atami Onsen จุดชมหลัก วิธีเที่ยวตามฤดูกาลและตามเป้าหมาย เส้นทาง 1 คืน 2 วัน และการเดินทาง โดยอิงข้อมูลทางการของเมือง Atami และสมาคมท่องเที่ยว Atami
Atami มีย่านออนเซ็นทอดตัวอยู่บนลาดเขาที่หันหน้าออกสู่อ่าว Sagami และจากที่พักฝั่งทะเลหรือที่พักบนที่สูงจะมองเห็นอ่าวได้ง่าย เมือง ร้านค้า ชายฝั่ง และโรงแรมอยู่ใกล้กัน จึงออกไปเดินเล่นในเมืองหรือเดินเลียบทะเลได้ทันทีหลังมาถึง จุดเด่นของที่นี่คือความคึกคักและความสะดวก มากกว่าบรรยากาศลึกลับเงียบสงบแบบแหล่งน้ำพุร้อนซ่อนเร้น
ประวัติก็ยาวนาน ตามคำอธิบายของเมือง Atami ในสมัย Nara ปี 749 Munemaki Shonin แห่ง Hakone Gongen ได้นำน้ำพุร้อนที่ผุดขึ้นจากใต้ทะเลขึ้นมาบนบก และบูชา Yuzen Shrine ในฐานะเทพผู้คุ้มครอง นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Atami Onsen ในสมัย Edo Tokugawa Ieyasu มาแช่น้ำเพื่อบำบัดในปี 1604 และภายหลังยังมีการตักน้ำจาก Oyu ใส่ถังไม้ฮิโนกิแล้วส่งไปยัง Edo Castle ในชื่อ Okumiyu อีกด้วย หลังยุค Meiji ที่นี่พัฒนาเป็นสถานที่พักฟื้นของเชื้อพระวงศ์และนักธุรกิจการเมือง และในยุค Showa ก็เติบโตเป็นจุดหมายฮันนีมูน จนกลายมาเป็นรีสอร์ตออนเซ็นแบบเมืองในปัจจุบัน
ตามคำอธิบายของเมือง Atami น้ำพุร้อนในเมืองส่วนใหญ่เป็นน้ำแร่คลอไรด์ และมีบางส่วนที่เป็นกลุ่มซัลเฟต น้ำที่มีเกลือจะเคลือบผิวและทำให้รู้สึกอุ่นต่อเนื่องหลังอาบน้ำ บางคนจึงเหมาะกับวันที่อากาศหนาวหรือวันที่มีลมทะเล อย่างไรก็ตาม ชื่อชนิดน้ำแร่และองค์ประกอบจะแตกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิดและแต่ละสถานที่ หากต้องการความแน่ชัด ควรตรวจดูผลวิเคราะห์น้ำพุร้อนที่ติดไว้ในแต่ละที่พัก ภาพรวมความแตกต่างของแต่ละชนิดดูได้ใน คู่มือชนิดน้ำพุร้อนสำหรับมือใหม่
Atami ยังเป็นที่รู้จักว่ามีอุณหภูมิน้ำแร่สูง โดยคำอธิบายของเมืองระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 63 องศา และส่วนใหญ่เป็นน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิ 42 องศาขึ้นไป แม้ว่าอุณหภูมิในอ่างจริงมักถูกปรับให้อาบได้ง่ายกว่า แต่การแช่น้ำร้อนที่มีเกลือเป็นเวลานานอาจทำให้หน้ามืดหรือเหนื่อยล้าได้ ในอ่างที่ร้อนควรแบ่งเวลาแช่เป็นช่วงสั้น ๆ และพักพร้อมดื่มน้ำระหว่างรอบจะปลอดภัยกว่า
จุดชมของ Atami อยู่ค่อนข้างใกล้กัน ทั้งศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ สวน และชายหาด จึงแบ่งครึ่งวันระหว่างออนเซ็นกับท่องเที่ยวได้ง่าย หากจัดหมวดตามเป้าหมายจะวางแผนได้สะดวกขึ้น
Kinomiya Shrine มีชื่อเสียงจากต้นโอ๊กยักษ์ที่ตั้งอยู่ข้างศาลหลัก ตามข้อมูลของสมาคมท่องเที่ยว Atami ต้นไม้มีอายุเกิน 2,100 ปี เส้นรอบวงลำต้นประมาณ 24 เมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติของชาติ จึงเป็นจุดพลังงานที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของ Atami ส่วน MOA Museum of Art ตั้งอยู่บนที่สูงมองลงไปเห็นอ่าว Sagami และมีชื่อเสียงจากคอลเลกชันศิลปะตะวันออก รวมถึงสมบัติชาติ เหมาะกับคนที่อยากเติมวัฒนธรรมหรือใช้เป็นแผนสำรองในวันที่ฝนตก
ถ้าอยากเพลิดเพลินกับตัวเมืองและสวนสวย ให้ไปที่ Kyu-Kimura House ซึ่งเปิดบ้านพักตากอากาศสมัย Taisho หรือ Atami Plum Garden ที่ขึ้นชื่อเรื่องบ๊วยบานเร็ว ส่วนคนที่อยากให้ทะเลเป็นพระเอก แนะนำให้เดินที่ Atami Sun Beach ใกล้ตัวเมืองหรือสวนสาธารณะริมน้ำที่เลียบชายฝั่ง จะสัมผัสความเป็น Atami ได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ Atami Castle บนที่สูงก็เป็นอีกจุดชมวิวที่เพิ่มเข้าไปได้ แต่ถ้าจะเก็บทั้งหมดในวันเดียวจะค่อนข้างเร่ง ควรเลือกแค่ 2-3 จุดที่สนใจจริงจะเหมาะกว่า
Atami เที่ยวได้ตลอดปี แต่จุดเด่นและสถานที่แวะจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและวัตถุประสงค์ ถ้าตัดสินใจก่อนว่าต้องการอะไร จะช่วยล็อกโรงแรมและแผนเที่ยวได้ง่ายขึ้น
| เป้าหมาย | ฤดูกาลหรือช่วงเวลาที่เหมาะ | สถานที่แวะและวิธีเที่ยวหลัก | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| เน้นวิวทะเล | ฤดูหนาวที่อากาศโปร่ง, วันที่ฟ้าใส | ที่พักหันหน้าทะเล, ออนเซ็นกลางแจ้ง, Sun Beach, สวนริมทะเล | ห้องวิวทะเลมักเต็มเร็ว |
| เดินเมืองและชิมอาหาร | ตลอดปี, แต่ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงเดินสบาย | Nakamise-dori, Heiwa-dori Shopping Street, Kyu-Kimura House | ช่วงวันหยุดยาวร้านค้าและถนนคนเดินจะหนาแน่น |
| ดูดอกไม้ไฟ | เลือกให้ตรงวันจัดงาน | ที่พักริมหาด, รอบสถานที่จัดงาน, เทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล | วันจัดงานโรงแรมเต็มเร็วและราคามักสูงขึ้น |
| พิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรม | ตลอดปี และเหมาะในวันที่ฝนตก | MOA Museum of Art, Kyu-Kimura House, Kinomiya Shrine | ตรวจสอบวันเปิด-ปิดล่วงหน้า |
ถ้าดูตามฤดูกาล ฤดูใบไม้ผลิเหมาะกับ Atami Plum Garden และอากาศสบาย ฤดูร้อนเด่นเรื่องบรรยากาศทะเลและดอกไม้ไฟ ฤดูใบไม้ร่วงเดินง่ายและชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ดี ส่วนฤดูหนาวเหมาะกับวิวทะเลที่ใสและการแช่ออนเซ็น สำหรับผู้มาเที่ยวครั้งแรก การเลือกวันธรรมดาหรือช่วงปกติจะช่วยให้คาดการณ์ความคึกคักและส่วนต่างราคาได้ง่ายกว่า
สิ่งแรกที่ควรเช็กใน Atami คือวิวจากโรงแรม ที่พักฝั่งทะเลหรือบนที่สูงมักมองเห็นอ่าว Sagami ได้สวย แต่ห้องที่หันทะเลและห้องที่ไม่หันทะเลในโรงแรมเดียวกันให้ความรู้สึกต่างกันมาก ถ้าให้ความสำคัญกับวิว ควรถามให้ชัดตั้งแต่ตอนจองเรื่องทิศของห้อง วิวจากห้องพักหรือห้องอาบน้ำรวม และมีออนเซ็นกลางแจ้งหรือไม่
ที่พักวิวทะเลมักเป็นที่นิยมสูง โดยเฉพาะในวันจัดดอกไม้ไฟหรือช่วงวันหยุดยาว จึงมักต้องจองล่วงหน้า ส่วนวันธรรมดากับช่วงพีคซีซันราคาต่างกันมาก ถ้าปรับวันเดินทางได้ การเลือกวันธรรมดาช่วงปกติจะมีตัวเลือกมากกว่า ทริปที่เน้นบรรยากาศรีสอร์ตริมทะเลยังเทียบที่พักได้จากมุมมองใน ออนเซ็นบรรยากาศส่วนตัวที่ไปง่ายจากโตเกียว และ วิธีสนุกกับออนเซ็นกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ
เส้นทางจากสถานี Atami ไปยังย่านออนเซ็นมีถนนช็อปปิ้งอย่าง Nakamise-dori และ Heiwa-dori Shopping Street ซึ่งเหมาะกับการเดินชิมและมองหาของฝาก นอกจากเช็กอินโรงแรมแล้ว การกันเวลาเดินสั้น ๆ หลังมาถึงจะช่วยให้สัมผัสความคึกคักแบบ Atami ได้มากขึ้น
นอกจากซาลาเปาออนเซ็นและปลาแห้งแบบดั้งเดิม ปัจจุบันยังมีคาเฟ่และของกินเล่นให้เลือกมากขึ้น ที่นี่มีเสน่ห์ตรงที่กลิ่นอายเมืองออนเซ็นแบบเก่าและองค์ประกอบท่องเที่ยวสมัยใหม่อยู่ร่วมกัน เดินเพียงระหว่างสถานีกับทะเลก็สัมผัสบรรยากาศของเมืองได้ครบส่วน เพราะจากหน้า สถานีไปย่านออนเซ็นและทะเลไม่ไกล จึงเดินเที่ยวได้ง่ายแม้ไม่มีรถ ใครอยากวางแผนทริปแบบไม่ใช้รถสามารถดู เมืองออนเซ็นที่ไปได้โดยไม่มีรถ เพิ่มเติมได้
เทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล Atami เป็นจุดเด่นใหญ่ เพราะจัดหลายครั้งตลอดทั้งปีที่อ่าว Atami ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะหน้าร้อนเหมือนงานดอกไม้ไฟทั่วไป แต่มีวันจัดในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง และฤดูหนาวด้วย ภูมิประเทศที่มีภูเขาล้อมสามด้านช่วยสะท้อนเสียง และการยิงดอกไม้ไฟจากทะเลก็สร้างภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของ Atami ได้ดี ถ้าจัดทริปให้ตรงวันงาน ความประทับใจจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับการจองที่พักและความแออัดด้วย
ถ้าตั้งใจดูดอกไม้ไฟเป็นหลัก ควรเลือกที่พักที่เดินทางไปจุดจัดงานได้สะดวก หรือกำหนดตั้งแต่แรกว่าจะดูจากมุมไหน วันที่มีงานโรงแรมมักเต็มเร็วและราคาขึ้นง่าย จึงควรจองทันทีเมื่อกำหนดวันเดินทางได้ ทั้งนี้วันจัดงานจริงเปลี่ยนได้ตามแต่ละปี จึงต้องเช็กข้อมูลล่าสุดจากสมาคมท่องเที่ยว Atami เสมอ แม้ไม่มีดอกไม้ไฟ Atami ก็ยังจัดทริปจากการเดินเล่นริมทะเล แช่ออนเซ็น และมื้ออาหารได้อย่างเพียงพอ
แม้ Atami จะเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ แต่ถ้าอยากรวมวิวทะเลยามค่ำ เมืองยามค่ำ และดอกไม้ไฟไว้ด้วย การพัก 1 คืนจะได้กลิ่นอายของ Atami มากกว่า การไม่ยัดโปรแกรมแน่นเกินไปและกันเวลาแช่ออนเซ็นไว้ก่อนจะช่วยให้ทริปไม่เร่งรีบ
วันแรก หลังมาถึงสามารถเดินชิมที่ถนนช็อปปิ้งหน้า สถานีแล้วค่อยเข้าไปยังย่านออนเซ็น พักที่โรงแรมก่อนเย็นและแช่น้ำพร้อมชมทะเล ถ้าเป็นวันดอกไม้ไฟ ให้ไปดูบริเวณใกล้สถานที่จัดงานหรือริมทะเลยามค่ำ วันที่สอง แวะ Kinomiya Shrine เพื่อดูต้นโอ๊กยักษ์ แล้วเลือก MOA Museum of Art หรือ Kyu-Kimura House แค่ 1-2 แห่งก่อนขึ้นชินคันเซ็นช่วงบ่ายกลับโตเกียว จะจัดได้ลงตัวกว่า ถ้าอยากเน้นทะเลเป็นหลักหรือเน้นการพักออนเซ็นเป็นหลัก ลำดับสถานที่แวะก็ควรปรับตามนั้น
ถ้าอยากหาโรงแรมหรือออนเซ็นแบบไปเช้าเย็นกลับตามพื้นที่และงบประมาณ สามารถคัดกรองได้จาก รายการสถานที่ หรือ หน้าค้นหา เมื่อเทียบกับ เมืองออนเซ็นชื่อดังของญี่ปุ่น Atami มักติดอันดับต้น ๆ เพราะเดินทางจากโตเกียวได้ใกล้มาก
Atami Onsen เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางสะดวก คนที่อยากพักที่ออนเซ็นวิวทะเล และคนที่อยากสนุกทั้งออนเซ็นกับการเดินเมือง เพราะนั่งชินคันเซ็นมาได้ในเวลาสั้น จึงวางวันออกเดินทางและวันกลับได้ยืดหยุ่น ทำทริปสั้น ๆ ได้ง่าย
ในทางกลับกัน คนที่ต้องการออนเซ็นเงียบสงบกลางภูเขาหรือบรรยากาศแหล่งน้ำพุร้อนลับ ๆ อาจรู้สึกว่า Atami คึกคักเกินไป ที่นี่เหมาะกับการมองว่าเป็นเมืองออนเซ็นที่เด่นเรื่องการรวมทะเล เมือง ออนเซ็น และอาหารเข้าด้วยกัน มากกว่าจะเลือกจากเอกลักษณ์ของน้ำแร่เพียงอย่างเดียว เมื่อคิดแบบนี้จะประเมินความคุ้มค่าได้ตรงกว่า
ประตูหลักของ Atami Onsen คือ JR Atami Station ซึ่งมี Tokaido Shinkansen จอด จาก Tokyo Station ใช้เวลาประมาณ 36-40 นาทีด้วย Hikari และประมาณ 43-48 นาทีด้วย Kodama ที่จอดหลายสถานี และมีขบวนค่อนข้างถี่ ยังมีทางเลือกเป็นรถไฟ JR Tokaido Line แต่ถ้าต้องการประหยัดเวลา ชินคันเซ็นจะเข้าใจง่ายกว่า จากหน้า สถานีไปยังย่านออนเซ็นและทะเลอยู่ไม่ไกล จึงเดินหรือใช้รถบัสสายท้องถิ่นเพื่อเก็บจุดชมหลักได้ง่ายแม้ไม่มีรถ
ถ้ามาด้วยรถยนต์ก็ทำได้ แต่ช่วงสุดสัปดาห์ ฤดูกาลท่องเที่ยว และวันที่มีดอกไม้ไฟควรเผื่อความหนาแน่นของถนนและที่จอดรถ หากทริปเน้นเดินรอบสถานี การใช้ขนส่งสาธารณะมักคล่องตัวกว่า สำหรับจุดที่อยู่บนที่สูงหรือไกลอย่าง MOA Museum of Art และ Kinomiya Shrine ควรเช็กเวลาเดินทางด้วยรถบัสหรือการเดินล่วงหน้าเพื่อจัดแผนได้พอดี
ได้ เพราะจากโตเกียวใช้ชินคันเซ็นประมาณ 40-50 นาที จึงผสมผสานการเดินชิมในถนนช็อปปิ้ง แช่บ่อแช่เท้าหรืออาบน้ำแบบไปเช้าเย็นกลับ เดินเลียบทะเล และเข้าชม Kinomiya Shrine หรือ MOA Museum of Art ได้ แต่ถ้าอยากเก็บวิวทะเลยามค่ำ เมืองยามค่ำ และดอกไม้ไฟให้ครบ การพัก 1 คืนจะให้บรรยากาศ Atami มากกว่า
ด้วย Tokaido Shinkansen จาก Tokyo Station ไป Atami Station ใช้เวลาประมาณ 36-40 นาทีด้วย Hikari และประมาณ 43-48 นาทีด้วย Kodama ขบวนมีค่อนข้างถี่ และยังเดินทางด้วยรถไฟธรรมดาได้ ความใกล้จากโตเกียวนี่แหละคือข้อได้เปรียบใหญ่ของ Atami
ตามคำอธิบายของเมือง Atami น้ำพุร้อนในเมืองส่วนใหญ่เป็นน้ำแร่คลอไรด์ และมีบางส่วนเป็นกลุ่มซัลเฟต น้ำที่มีเกลือทำให้รู้สึกอุ่นต่อเนื่องหลังอาบน้ำได้ง่าย อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ำแร่และแต่ละสถานที่มีความแตกต่างกัน ถ้าอยากรู้แน่ชัดควรดูผลวิเคราะห์น้ำพุร้อนของสถานที่นั้น ๆ
เทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล Atami จัดหลายครั้งตลอดปีที่อ่าว Atami และมีวันจัดทั้งในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ไม่ได้มีเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น ตารางจัดงานจริงเปลี่ยนได้ในแต่ละปี จึงควรตรวจสอบวันล่าสุดจากข้อมูลทางการของสมาคมท่องเที่ยว Atami
ได้ เพราะจาก Atami Station ไปย่านออนเซ็นและทะเลไม่ไกล เดินไปชิมของกินหรือเดินเลียบชายฝั่งได้ สำหรับจุดที่อยู่ไกลอย่าง MOA Museum of Art และ Kinomiya Shrine สามารถใช้รถบัสสายท้องถิ่นได้ และในช่วงที่คนเยอะ การใช้ขนส่งสาธารณะอาจสะดวกกว่าหาที่จอดรถเสียอีก
Atami Onsen เป็นเมืองออนเซ็นริมอ่าว Sagami ในจังหวัด Shizuoka ที่อยู่ใกล้ Tokyo Station เพียงประมาณ 40-50 นาทีด้วยชินคันเซ็น และรวมทั้งวิวทะเล น้ำพุร้อนคลอไรด์ การเดินเมืองตามย่านช็อปปิ้ง และดอกไม้ไฟกลางทะเลไว้ในที่เดียว มีประวัติยาวนานตั้งแต่ Yuzen Shrine และเรื่องเล่าของ Okumiyu ที่เกี่ยวพันกับ Tokugawa Ieyasu จนพัฒนามาเป็นรีสอร์ตออนเซ็นแบบเมืองในปัจจุบัน
ถ้าตัดสินใจก่อนว่าจะพักที่พักวิวทะเลตามดอกไม้ไฟ หรือเน้นเดินเมืองและพิพิธภัณฑ์ จะทำให้วางแผนเที่ยว Atami ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับและแบบ 1 คืน 2 วัน ที่นี่จึงเป็นตัวเลือกที่แข็งแรงมากสำหรับคนที่อยากให้ทริปสั้น ๆ มีทั้งออนเซ็นและการท่องเที่ยวครบในครั้งเดียว
Atami Onsen เป็นเมืองออนเซ็นริมทะเลทางตะวันออกของจังหวัด Shizuoka ที่แผ่ขยายอยู่ตามแนวอ่าว Sagami และมีจุดแข็งที่สุดคือความใกล้กับ Tokyo Station เพียงประมาณ 40-50 นาทีด้วย Tokaido Shinkansen ที่พักวิวทะเล น้ำแร่คลอไรด์ ของกินแบบเดินชิมตามย่านช็อปปิ้ง และเทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล ล้วนอยู่ในระยะเดินถึงได้ จึงเป็นเมืองออนเซ็นที่มักถูกเลือกเป็นตัวเลือกแรกสำหรับทริปสุดสัปดาห์หรือ 1 คืน 2 วัน
จุดสำคัญในการทำความเข้าใจ Atami คือ ที่นี่ไม่ใช่แหล่งอาบน้ำเงียบสงบบนภูเขา แต่เป็นรีสอร์ตออนเซ็นที่มีทั้งวิวทะเลและความสะดวกแบบเมืองอยู่ร่วมกัน จากหน้า สถานีไปยังย่านออนเซ็นและทะเลได้ไม่ไกล จึงเดินทางได้คล่องแม้ไม่มีรถ บทความนี้จะสรุปประวัติและคุณภาพน้ำแร่ของ Atami Onsen จุดชมหลัก วิธีเที่ยวตามฤดูกาลและตามเป้าหมาย เส้นทาง 1 คืน 2 วัน และการเดินทาง โดยอิงข้อมูลทางการของเมือง Atami และสมาคมท่องเที่ยว Atami
Atami มีย่านออนเซ็นทอดตัวอยู่บนลาดเขาที่หันหน้าออกสู่อ่าว Sagami และจากที่พักฝั่งทะเลหรือที่พักบนที่สูงจะมองเห็นอ่าวได้ง่าย เมือง ร้านค้า ชายฝั่ง และโรงแรมอยู่ใกล้กัน จึงออกไปเดินเล่นในเมืองหรือเดินเลียบทะเลได้ทันทีหลังมาถึง จุดเด่นของที่นี่คือความคึกคักและความสะดวก มากกว่าบรรยากาศลึกลับเงียบสงบแบบแหล่งน้ำพุร้อนซ่อนเร้น
ประวัติก็ยาวนาน ตามคำอธิบายของเมือง Atami ในสมัย Nara ปี 749 Munemaki Shonin แห่ง Hakone Gongen ได้นำน้ำพุร้อนที่ผุดขึ้นจากใต้ทะเลขึ้นมาบนบก และบูชา Yuzen Shrine ในฐานะเทพผู้คุ้มครอง นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Atami Onsen ในสมัย Edo Tokugawa Ieyasu มาแช่น้ำเพื่อบำบัดในปี 1604 และภายหลังยังมีการตักน้ำจาก Oyu ใส่ถังไม้ฮิโนกิแล้วส่งไปยัง Edo Castle ในชื่อ Okumiyu อีกด้วย หลังยุค Meiji ที่นี่พัฒนาเป็นสถานที่พักฟื้นของเชื้อพระวงศ์และนักธุรกิจการเมือง และในยุค Showa ก็เติบโตเป็นจุดหมายฮันนีมูน จนกลายมาเป็นรีสอร์ตออนเซ็นแบบเมืองในปัจจุบัน
ตามคำอธิบายของเมือง Atami น้ำพุร้อนในเมืองส่วนใหญ่เป็นน้ำแร่คลอไรด์ และมีบางส่วนที่เป็นกลุ่มซัลเฟต น้ำที่มีเกลือจะเคลือบผิวและทำให้รู้สึกอุ่นต่อเนื่องหลังอาบน้ำ บางคนจึงเหมาะกับวันที่อากาศหนาวหรือวันที่มีลมทะเล อย่างไรก็ตาม ชื่อชนิดน้ำแร่และองค์ประกอบจะแตกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิดและแต่ละสถานที่ หากต้องการความแน่ชัด ควรตรวจดูผลวิเคราะห์น้ำพุร้อนที่ติดไว้ในแต่ละที่พัก ภาพรวมความแตกต่างของแต่ละชนิดดูได้ใน คู่มือชนิดน้ำพุร้อนสำหรับมือใหม่
Atami ยังเป็นที่รู้จักว่ามีอุณหภูมิน้ำแร่สูง โดยคำอธิบายของเมืองระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 63 องศา และส่วนใหญ่เป็นน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิ 42 องศาขึ้นไป แม้ว่าอุณหภูมิในอ่างจริงมักถูกปรับให้อาบได้ง่ายกว่า แต่การแช่น้ำร้อนที่มีเกลือเป็นเวลานานอาจทำให้หน้ามืดหรือเหนื่อยล้าได้ ในอ่างที่ร้อนควรแบ่งเวลาแช่เป็นช่วงสั้น ๆ และพักพร้อมดื่มน้ำระหว่างรอบจะปลอดภัยกว่า
จุดชมของ Atami อยู่ค่อนข้างใกล้กัน ทั้งศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ สวน และชายหาด จึงแบ่งครึ่งวันระหว่างออนเซ็นกับท่องเที่ยวได้ง่าย หากจัดหมวดตามเป้าหมายจะวางแผนได้สะดวกขึ้น
Kinomiya Shrine มีชื่อเสียงจากต้นโอ๊กยักษ์ที่ตั้งอยู่ข้างศาลหลัก ตามข้อมูลของสมาคมท่องเที่ยว Atami ต้นไม้มีอายุเกิน 2,100 ปี เส้นรอบวงลำต้นประมาณ 24 เมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติของชาติ จึงเป็นจุดพลังงานที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของ Atami ส่วน MOA Museum of Art ตั้งอยู่บนที่สูงมองลงไปเห็นอ่าว Sagami และมีชื่อเสียงจากคอลเลกชันศิลปะตะวันออก รวมถึงสมบัติชาติ เหมาะกับคนที่อยากเติมวัฒนธรรมหรือใช้เป็นแผนสำรองในวันที่ฝนตก
ถ้าอยากเพลิดเพลินกับตัวเมืองและสวนสวย ให้ไปที่ Kyu-Kimura House ซึ่งเปิดบ้านพักตากอากาศสมัย Taisho หรือ Atami Plum Garden ที่ขึ้นชื่อเรื่องบ๊วยบานเร็ว ส่วนคนที่อยากให้ทะเลเป็นพระเอก แนะนำให้เดินที่ Atami Sun Beach ใกล้ตัวเมืองหรือสวนสาธารณะริมน้ำที่เลียบชายฝั่ง จะสัมผัสความเป็น Atami ได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ Atami Castle บนที่สูงก็เป็นอีกจุดชมวิวที่เพิ่มเข้าไปได้ แต่ถ้าจะเก็บทั้งหมดในวันเดียวจะค่อนข้างเร่ง ควรเลือกแค่ 2-3 จุดที่สนใจจริงจะเหมาะกว่า
Atami เที่ยวได้ตลอดปี แต่จุดเด่นและสถานที่แวะจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและวัตถุประสงค์ ถ้าตัดสินใจก่อนว่าต้องการอะไร จะช่วยล็อกโรงแรมและแผนเที่ยวได้ง่ายขึ้น
| เป้าหมาย | ฤดูกาลหรือช่วงเวลาที่เหมาะ | สถานที่แวะและวิธีเที่ยวหลัก | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| เน้นวิวทะเล | ฤดูหนาวที่อากาศโปร่ง, วันที่ฟ้าใส | ที่พักหันหน้าทะเล, ออนเซ็นกลางแจ้ง, Sun Beach, สวนริมทะเล | ห้องวิวทะเลมักเต็มเร็ว |
| เดินเมืองและชิมอาหาร | ตลอดปี, แต่ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงเดินสบาย | Nakamise-dori, Heiwa-dori Shopping Street, Kyu-Kimura House | ช่วงวันหยุดยาวร้านค้าและถนนคนเดินจะหนาแน่น |
| ดูดอกไม้ไฟ | เลือกให้ตรงวันจัดงาน | ที่พักริมหาด, รอบสถานที่จัดงาน, เทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล | วันจัดงานโรงแรมเต็มเร็วและราคามักสูงขึ้น |
| พิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรม | ตลอดปี และเหมาะในวันที่ฝนตก | MOA Museum of Art, Kyu-Kimura House, Kinomiya Shrine | ตรวจสอบวันเปิด-ปิดล่วงหน้า |
ถ้าดูตามฤดูกาล ฤดูใบไม้ผลิเหมาะกับ Atami Plum Garden และอากาศสบาย ฤดูร้อนเด่นเรื่องบรรยากาศทะเลและดอกไม้ไฟ ฤดูใบไม้ร่วงเดินง่ายและชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ดี ส่วนฤดูหนาวเหมาะกับวิวทะเลที่ใสและการแช่ออนเซ็น สำหรับผู้มาเที่ยวครั้งแรก การเลือกวันธรรมดาหรือช่วงปกติจะช่วยให้คาดการณ์ความคึกคักและส่วนต่างราคาได้ง่ายกว่า
สิ่งแรกที่ควรเช็กใน Atami คือวิวจากโรงแรม ที่พักฝั่งทะเลหรือบนที่สูงมักมองเห็นอ่าว Sagami ได้สวย แต่ห้องที่หันทะเลและห้องที่ไม่หันทะเลในโรงแรมเดียวกันให้ความรู้สึกต่างกันมาก ถ้าให้ความสำคัญกับวิว ควรถามให้ชัดตั้งแต่ตอนจองเรื่องทิศของห้อง วิวจากห้องพักหรือห้องอาบน้ำรวม และมีออนเซ็นกลางแจ้งหรือไม่
ที่พักวิวทะเลมักเป็นที่นิยมสูง โดยเฉพาะในวันจัดดอกไม้ไฟหรือช่วงวันหยุดยาว จึงมักต้องจองล่วงหน้า ส่วนวันธรรมดากับช่วงพีคซีซันราคาต่างกันมาก ถ้าปรับวันเดินทางได้ การเลือกวันธรรมดาช่วงปกติจะมีตัวเลือกมากกว่า ทริปที่เน้นบรรยากาศรีสอร์ตริมทะเลยังเทียบที่พักได้จากมุมมองใน ออนเซ็นบรรยากาศส่วนตัวที่ไปง่ายจากโตเกียว และ วิธีสนุกกับออนเซ็นกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ
เส้นทางจากสถานี Atami ไปยังย่านออนเซ็นมีถนนช็อปปิ้งอย่าง Nakamise-dori และ Heiwa-dori Shopping Street ซึ่งเหมาะกับการเดินชิมและมองหาของฝาก นอกจากเช็กอินโรงแรมแล้ว การกันเวลาเดินสั้น ๆ หลังมาถึงจะช่วยให้สัมผัสความคึกคักแบบ Atami ได้มากขึ้น
นอกจากซาลาเปาออนเซ็นและปลาแห้งแบบดั้งเดิม ปัจจุบันยังมีคาเฟ่และของกินเล่นให้เลือกมากขึ้น ที่นี่มีเสน่ห์ตรงที่กลิ่นอายเมืองออนเซ็นแบบเก่าและองค์ประกอบท่องเที่ยวสมัยใหม่อยู่ร่วมกัน เดินเพียงระหว่างสถานีกับทะเลก็สัมผัสบรรยากาศของเมืองได้ครบส่วน เพราะจากหน้า สถานีไปย่านออนเซ็นและทะเลไม่ไกล จึงเดินเที่ยวได้ง่ายแม้ไม่มีรถ ใครอยากวางแผนทริปแบบไม่ใช้รถสามารถดู เมืองออนเซ็นที่ไปได้โดยไม่มีรถ เพิ่มเติมได้
เทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล Atami เป็นจุดเด่นใหญ่ เพราะจัดหลายครั้งตลอดทั้งปีที่อ่าว Atami ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะหน้าร้อนเหมือนงานดอกไม้ไฟทั่วไป แต่มีวันจัดในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง และฤดูหนาวด้วย ภูมิประเทศที่มีภูเขาล้อมสามด้านช่วยสะท้อนเสียง และการยิงดอกไม้ไฟจากทะเลก็สร้างภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของ Atami ได้ดี ถ้าจัดทริปให้ตรงวันงาน ความประทับใจจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับการจองที่พักและความแออัดด้วย
ถ้าตั้งใจดูดอกไม้ไฟเป็นหลัก ควรเลือกที่พักที่เดินทางไปจุดจัดงานได้สะดวก หรือกำหนดตั้งแต่แรกว่าจะดูจากมุมไหน วันที่มีงานโรงแรมมักเต็มเร็วและราคาขึ้นง่าย จึงควรจองทันทีเมื่อกำหนดวันเดินทางได้ ทั้งนี้วันจัดงานจริงเปลี่ยนได้ตามแต่ละปี จึงต้องเช็กข้อมูลล่าสุดจากสมาคมท่องเที่ยว Atami เสมอ แม้ไม่มีดอกไม้ไฟ Atami ก็ยังจัดทริปจากการเดินเล่นริมทะเล แช่ออนเซ็น และมื้ออาหารได้อย่างเพียงพอ
แม้ Atami จะเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ แต่ถ้าอยากรวมวิวทะเลยามค่ำ เมืองยามค่ำ และดอกไม้ไฟไว้ด้วย การพัก 1 คืนจะได้กลิ่นอายของ Atami มากกว่า การไม่ยัดโปรแกรมแน่นเกินไปและกันเวลาแช่ออนเซ็นไว้ก่อนจะช่วยให้ทริปไม่เร่งรีบ
วันแรก หลังมาถึงสามารถเดินชิมที่ถนนช็อปปิ้งหน้า สถานีแล้วค่อยเข้าไปยังย่านออนเซ็น พักที่โรงแรมก่อนเย็นและแช่น้ำพร้อมชมทะเล ถ้าเป็นวันดอกไม้ไฟ ให้ไปดูบริเวณใกล้สถานที่จัดงานหรือริมทะเลยามค่ำ วันที่สอง แวะ Kinomiya Shrine เพื่อดูต้นโอ๊กยักษ์ แล้วเลือก MOA Museum of Art หรือ Kyu-Kimura House แค่ 1-2 แห่งก่อนขึ้นชินคันเซ็นช่วงบ่ายกลับโตเกียว จะจัดได้ลงตัวกว่า ถ้าอยากเน้นทะเลเป็นหลักหรือเน้นการพักออนเซ็นเป็นหลัก ลำดับสถานที่แวะก็ควรปรับตามนั้น
ถ้าอยากหาโรงแรมหรือออนเซ็นแบบไปเช้าเย็นกลับตามพื้นที่และงบประมาณ สามารถคัดกรองได้จาก รายการสถานที่ หรือ หน้าค้นหา เมื่อเทียบกับ เมืองออนเซ็นชื่อดังของญี่ปุ่น Atami มักติดอันดับต้น ๆ เพราะเดินทางจากโตเกียวได้ใกล้มาก
Atami Onsen เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางสะดวก คนที่อยากพักที่ออนเซ็นวิวทะเล และคนที่อยากสนุกทั้งออนเซ็นกับการเดินเมือง เพราะนั่งชินคันเซ็นมาได้ในเวลาสั้น จึงวางวันออกเดินทางและวันกลับได้ยืดหยุ่น ทำทริปสั้น ๆ ได้ง่าย
ในทางกลับกัน คนที่ต้องการออนเซ็นเงียบสงบกลางภูเขาหรือบรรยากาศแหล่งน้ำพุร้อนลับ ๆ อาจรู้สึกว่า Atami คึกคักเกินไป ที่นี่เหมาะกับการมองว่าเป็นเมืองออนเซ็นที่เด่นเรื่องการรวมทะเล เมือง ออนเซ็น และอาหารเข้าด้วยกัน มากกว่าจะเลือกจากเอกลักษณ์ของน้ำแร่เพียงอย่างเดียว เมื่อคิดแบบนี้จะประเมินความคุ้มค่าได้ตรงกว่า
ประตูหลักของ Atami Onsen คือ JR Atami Station ซึ่งมี Tokaido Shinkansen จอด จาก Tokyo Station ใช้เวลาประมาณ 36-40 นาทีด้วย Hikari และประมาณ 43-48 นาทีด้วย Kodama ที่จอดหลายสถานี และมีขบวนค่อนข้างถี่ ยังมีทางเลือกเป็นรถไฟ JR Tokaido Line แต่ถ้าต้องการประหยัดเวลา ชินคันเซ็นจะเข้าใจง่ายกว่า จากหน้า สถานีไปยังย่านออนเซ็นและทะเลอยู่ไม่ไกล จึงเดินหรือใช้รถบัสสายท้องถิ่นเพื่อเก็บจุดชมหลักได้ง่ายแม้ไม่มีรถ
ถ้ามาด้วยรถยนต์ก็ทำได้ แต่ช่วงสุดสัปดาห์ ฤดูกาลท่องเที่ยว และวันที่มีดอกไม้ไฟควรเผื่อความหนาแน่นของถนนและที่จอดรถ หากทริปเน้นเดินรอบสถานี การใช้ขนส่งสาธารณะมักคล่องตัวกว่า สำหรับจุดที่อยู่บนที่สูงหรือไกลอย่าง MOA Museum of Art และ Kinomiya Shrine ควรเช็กเวลาเดินทางด้วยรถบัสหรือการเดินล่วงหน้าเพื่อจัดแผนได้พอดี
ได้ เพราะจากโตเกียวใช้ชินคันเซ็นประมาณ 40-50 นาที จึงผสมผสานการเดินชิมในถนนช็อปปิ้ง แช่บ่อแช่เท้าหรืออาบน้ำแบบไปเช้าเย็นกลับ เดินเลียบทะเล และเข้าชม Kinomiya Shrine หรือ MOA Museum of Art ได้ แต่ถ้าอยากเก็บวิวทะเลยามค่ำ เมืองยามค่ำ และดอกไม้ไฟให้ครบ การพัก 1 คืนจะให้บรรยากาศ Atami มากกว่า
ด้วย Tokaido Shinkansen จาก Tokyo Station ไป Atami Station ใช้เวลาประมาณ 36-40 นาทีด้วย Hikari และประมาณ 43-48 นาทีด้วย Kodama ขบวนมีค่อนข้างถี่ และยังเดินทางด้วยรถไฟธรรมดาได้ ความใกล้จากโตเกียวนี่แหละคือข้อได้เปรียบใหญ่ของ Atami
ตามคำอธิบายของเมือง Atami น้ำพุร้อนในเมืองส่วนใหญ่เป็นน้ำแร่คลอไรด์ และมีบางส่วนเป็นกลุ่มซัลเฟต น้ำที่มีเกลือทำให้รู้สึกอุ่นต่อเนื่องหลังอาบน้ำได้ง่าย อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ำแร่และแต่ละสถานที่มีความแตกต่างกัน ถ้าอยากรู้แน่ชัดควรดูผลวิเคราะห์น้ำพุร้อนของสถานที่นั้น ๆ
เทศกาลดอกไม้ไฟกลางทะเล Atami จัดหลายครั้งตลอดปีที่อ่าว Atami และมีวันจัดทั้งในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ไม่ได้มีเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น ตารางจัดงานจริงเปลี่ยนได้ในแต่ละปี จึงควรตรวจสอบวันล่าสุดจากข้อมูลทางการของสมาคมท่องเที่ยว Atami
ได้ เพราะจาก Atami Station ไปย่านออนเซ็นและทะเลไม่ไกล เดินไปชิมของกินหรือเดินเลียบชายฝั่งได้ สำหรับจุดที่อยู่ไกลอย่าง MOA Museum of Art และ Kinomiya Shrine สามารถใช้รถบัสสายท้องถิ่นได้ และในช่วงที่คนเยอะ การใช้ขนส่งสาธารณะอาจสะดวกกว่าหาที่จอดรถเสียอีก
Atami Onsen เป็นเมืองออนเซ็นริมอ่าว Sagami ในจังหวัด Shizuoka ที่อยู่ใกล้ Tokyo Station เพียงประมาณ 40-50 นาทีด้วยชินคันเซ็น และรวมทั้งวิวทะเล น้ำพุร้อนคลอไรด์ การเดินเมืองตามย่านช็อปปิ้ง และดอกไม้ไฟกลางทะเลไว้ในที่เดียว มีประวัติยาวนานตั้งแต่ Yuzen Shrine และเรื่องเล่าของ Okumiyu ที่เกี่ยวพันกับ Tokugawa Ieyasu จนพัฒนามาเป็นรีสอร์ตออนเซ็นแบบเมืองในปัจจุบัน
ถ้าตัดสินใจก่อนว่าจะพักที่พักวิวทะเลตามดอกไม้ไฟ หรือเน้นเดินเมืองและพิพิธภัณฑ์ จะทำให้วางแผนเที่ยว Atami ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับและแบบ 1 คืน 2 วัน ที่นี่จึงเป็นตัวเลือกที่แข็งแรงมากสำหรับคนที่อยากให้ทริปสั้น ๆ มีทั้งออนเซ็นและการท่องเที่ยวครบในครั้งเดียว